เลื่อน โมฆะ ตัดจบ จะเลือกอย่างไร เพื่อศักดิ์ศรี

เมื่อทุกอย่างเดินทางมาเส้นตรงที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายใกล้จะจบการแข่งขัน แต่อุปสรรคระดับโลกที่ไม่อาจจะต้านทานได้อย่างไข้ไวรัสโควิด ที่ทำลายวงการกีฬาให้ทุกอย่างต้องหยุดลงเมื่อนาฬิกาหยุดหมุน แถมยังกัดกินเข็มนาฬิกาให้พังลงไปด้วยการระบาดอย่างหนักและไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายและจบลงง่ายๆ ฤดูกาลการแข่งขันที่กำลังใกล้จะปิดฉากและได้บทสรุปว่าทีมใดจะได้แชมป์ และทีมใดกำลังจะได้คว้าสิทธิ์ไปแข่งขันฟุตบอลยุโรป รวมไปถึงทีมที่กำลังตกชั้น และทีมที่กำลังจะเลื่อนชั้นขึ้นมา ต้องหยุดทุกอย่างและยังไม่มีบทสรุปในตอนนี้ จึงทำให้การตัดสินใจของฝ่ายการจัดการแข่งขันของลีกแต่ละประเทศนั้นต้องชั่งใจว่าจะตัดสินให้ฤดูกาลนี้จบอย่างไร เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของแต่ละสโมสรฟุตบอลและความรู้สึกของแฟนบอลทั่วโลกที่กำลังตามเชียร์ทีมรักของตัวเอง

กรณีที่เป็นประเด็นร้อนและถกเถียงที่สุดคงหนีไม่พ้นลีกอังกฤษที่มีแฟนบอลติดตามเยอะที่สุดในโลก และกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกของสโมสรในรอบยี่สิบเจ็ดปี และหลังมีการเลื่อนการแข่งขันออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้สำนักข่าวต่างประเทศคาดการณ์ว่า ถ้ายังแข่งขันกันต่อไปได้แบบนี้ไปเรื่อยๆ มีความเป็นไปได้ที่ทางพรีเมียร์ลีกจะตัดสินให้ฤดูกาลนี้เป็นโมฆะ หรือตัดจบการแข่งขัน เนื่องจากมีข่าวว่าทางสมาคมอังกฤษเพิ่งประกาศให้ยุติการแข่งขันฟุตบอลนอกลีก

และให้การแข่งขันที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นโมฆะ ซึ่งแน่นอนว่าหากนำมาใช้กับลีกสูงสุดก็มีทีมที่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะทีมที่ยังต้องดิ้นรนหนีการตกชั้น เนื่องจากหากทุกอย่างทางสมาคมตัดจบและให้ยุติด้วยการเป็นโมฆะ ก็จะไม่มีทีมใดได้แชมป์และไม่มีทีมใดต้องตกชั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษยังคงรอการตัดสินใจนี้อีกครั้งในวันที่ 30 เมษายน และส่วนในลีกอื่นที่ยุโรปนั้นก็มีโอกาสที่จะพิจารณาถึงมติของฝ่ายจัดการแข่งขันที่ไม่ต่างไปจากลีกอังกฤษ

เนื่องจากทุกทีมก็ยังมีโอกาสได้แชมป์และตกชั้นอยู่เหมือนกันหมด โดยเฉพาะลีกสเปน ลีกอิตาลี และลีกเยอรมัน ที่แต้มคะแนนยังมีผลต่อการตัดสินกันในแต่ละนัด ดังนั้นเชื่อเหลือเกินว่า หากมติที่ออกมานั้นในวงการฟุตบอลของยุโรปน่าจะเป็นไปตามทิศทางเดียวกันเกือบทั้งหมด ซึ่งถ้าตัดจบและโมฆะ ก็คงจะเป็นลักษณะเหมือนกันทั่วยุโรป เพราะคงไม่มีลีกไหนแหกคอกให้แข่งต่อ หรือตัดสินการแข่งขันที่ผิดแปลกไปจากประเทศอื่นๆ นั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คงสร้างความช้ำใจให้กับหงส์แดงตะแคงฟ้าแน่นอน

ชัตดาวน์ทั่วโลก

ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดชะงัก จากเหตุการณ์ไข้ไวรัสโควิดระบาดกลายเป็นภัยคุมคามไปทั่วโลก จากจุดเริ่มต้นเพียงประเทศเดียว แต่ตอนนี้ทวีความรุนแรงแพร่กระจายไปในวงกว้าง ทำให้มีผู้ติดเชื้อไวรัสนี้สูงถึงกว่าหนึ่งล้านสามแสนคนทั่วโลก และมีอัตราผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่าเจ็ดหมื่นคน ซึ่งประเทศอเมริกากลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก หลังมีผู้ติดเชื้อรวมกันถึงสามแสนคน รองลงมาคือประเทศเสปน เกือบหนึ่งแสนสี่หมื่นคน และประเทศอิตาลีอยู่ที่ราวๆ หนึ่งแสนสามหมื่นคน จึงทำให้การจัดกิจกรรมทุกอย่างที่มีกลุ่มคนจำนวนมากนั้นจำเป็นต้องถูกระงับ ซึ่งมีผลต่อการแข่งขันกีฬาเกือบทั้งหมดทั่วโลก และ

ทัวร์นาเมนต์การแข่งขันกีฬาไล่กันมาตั้งแต่ ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่กลายเป็นรายการจัดการแข่งขันรายการแรกที่ประกาศเลื่อนการแข่งขันออกไปเป็นเวลาหนึ่งปี ตั้งแต่ช่วงที่ไข้ไวรัสกำลังระบาดใหม่ๆไปทั่วโลก รวมไปถึงเทนนิสวิมเบิลดัน ที่ยกเลิกเป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดสิบห้าปี พร้อมด้วยกีฬาของคนทั้งโลกอย่างโอลิมปิก เกมส์ 2020 ที่รอการตัดสินใจกันมานานแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจย้ายไปจัดในปี 2021 แทน และในสถานการณ์ปัจจุบัน

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกนั้น ได้ข้อสรุปว่าการแข่งขันจะเลื่อนออกไปจากปี 2020 แต่จะต้องไม่เกินช่วงหน้าร้อนของปี 2021 เพื่อปกป้องสุขภาพของนักกีฬา และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน 

ส่วนในลีกการแข่งขันฟุตบอลทั่วโลก ที่ดูเหมือนเป็นกิจกรรมประจำวันของผู้ชมที่ต่างเฝ้ารอดูการแข่งขันของทีมโปรดตัวเอง ก็มีผลกระทบไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นลีกดังในยุโรป ที่เพิ่งผ่านพ้นครึ่งฤดูกาล  อย่างพรีเมียร์ลีกของประเทศอังกฤษ ลาลีกาของประเทศเสปน กัลโช่เซเรียอา ของประเทศอิตาลี และบุนเดสลีกา ของประเทศเยอรมัน ที่ต้องทำการหยุดการแข่งขันไปตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม หรือแม้แต่ในเอเชียเอง ของไทยแลนด์ลีก และเจลีก ที่เตะกันไปได้ไม่กี่นัด ต่างก็ต้องระงับและหยุดเตะกันทั้งหมด เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดที่ลุกลามกันต่อไปได้ 

และในด้านเศรษฐกิจเองนั้น ก็ยิ่งเลวร้ายลงขึ้นทุกวัน เพราะสองประเทศมหาอำนาจอย่างประเทศจีน และอเมริกา ต่างเจอภาวะวิกฤติไข้ระบาดนี้เล่นงานจนทั้งประเทศต้องหยุดกิจการงานทุกอย่าง และเกือบทุกประเทศต้องทำการปิดประเทศของตัวเอง เพื่อไม่ให้คนเดินทางเข้าออก และยิ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงให้เชื้อไวรัสแพร่ระบาดกันต่อไปเรื่อยๆ จนทุกอย่างกลายเป็นการกระทบกันแบบลูกโซ่จนทั่วโลก ซึ่งในปัจจุบันเวลานี้ ก็ยังไม่มีประเทศใดคิดค้นยาต่อต้านเชื้อไวรัสนี้ได้โดยตรง จึงไม่รู้ว่าการชัตดาวน์ครั้งนี้จะมีไปถึงเมื่อไหร่

 

แฟนผีโหวต 10 การเซ็นสัญญาดีสุดหลังยุคป๋า

 

การอำลาไปของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของพวกเขา สโมสรครองความยอดเยี่ยมบนเกาะอังกฤษมาโดยตลอดในช่วงที่เฟอร์กูสันคุมทีม แต่พวกเขาดำดิ่งลงเรื่อย ๆ นับตั้งแต่กุนซือชาวสก็อตแลนด์ก้าวลงจากเก้าอี้ผู้จัดการทีมเมื่อปี 2013

 

ปีศาจแดงทำการเซ็นสัญญา 31 ครั้งหลังยุคเฟอร์กูสัน และทาง BBC Sport ได้ให้แฟนบอลโหวตการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุด 10 อันดับแรกดังต่อไปนี้

 

  1. โรเมลู ลูกากู (ผลโหวต: 12,900)

 

ลูกากู มีสถิติที่ดีกับ ยูไนเต็ด เขาทำได้ 42 ประตูจาก 96 เกม อย่างไรก็ตาม ยูไนเต็ด ปล่อยตัวเขาไปเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว และหลังจากนั้นเขาก็โชว์ฟอร์มโดดเด่นกับ อินเตอร์ มิลาน

 

  1. ดาลี่ย์ บลินด์ (ผลโหวต: 14,100)

 

นักเตะสารพัดประโยชน์เป็นแข้งที่ทำผลงานได้น่าประทับใจตลอด 4 ฤดูกาลที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แฟนบอลยูไนเต็ดบางกลุ่มอาจยังสงสัยว่าทำไมเขาถึงถูกปล่อยย้ายกลับไปเล่นให้ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม

  1. วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ (ผลโหวต: 14,400)

 

ลินเดเลิฟ ก้าวมายึดตัวจริงของปีศาจแดงได้ในซีซั่นนี้ เขาลงเล่นไป 99 นัด นับตั้งแต่ย้ายมาจาก เบนฟิก้า เมื่อปี 2017 

 

  1. แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (ผลโหวต: 14,800)

 

แม็กไกวร์ ทำผลงานได้น่าประทับใจแม้จะยังไม่คุ้มกับค่าตัว 80 ล้านปอนด์ก็ตาม เขาถูกแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมคนใหม่จากทักษะการเป็นผู้นำที่เห็นได้ชัดในสนาม

 

  1. แดเนี่ยล เจมส์ (ผลโหวต: 17,000)

 

เจมส์ ย้ายมาด้วยค่าตัวเพียง 15 ล้านปอนด์ แต่เขาออกสตาร์ทได้ยอดเยี่ยมเมื่อช่วงต้นซีซั่น จนสร้างเซอร์ไพรส์ให้แฟนบอลหลายคนทีเดียว

 

  1. อันเดร์ เอร์เรร่า (ผลโหวต: 17,500)

 

แฟนบอลยูไนเต็ดต้องผิดหวังเมื่อ เอร์เรร่า ย้ายออกจากทีมแบบฟรี ๆ เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา เขาลงสนามทั้งสิ้น 189 เกมให้กับปีศาจแดงและเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าเร้ด อาร์มี่

 

  1. อารอน วาน-บิสซาก้า (ผลโหวต: 17,600)

 

วาน-บิสซาก้า เป็นหนึ่งในแบ็คขวาที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ย้ายมาจาก คริสตัล พาเลซ ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา


  1. เซร์คิโอ โรเมโร่ (ผลโหวต: 18,300) 

 

โรเมโร่ อาจเป็นผู้รักษาประตูสำรองที่ดีที่สุดในโลก เขาทำผลงานได้แข็งแกร่งมาก ๆ เมื่อใดก็ตามที่เขาถูกเรียกร้องลงเฝ้าเสา

 

  1. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (ผลโหวต: 18,900)

 

ยูไนเต็ด ได้ ซลาตัน เข้ามาร่วมทีมเมื่อเขาอายุ 30 ปีกลาง ๆ แล้ว แต่ถึงแม้จะอายุมากเขาก็ประสบความสำเร็จ เขายิงได้ 29 ประตูจาก 53 เกมและช่วยให้ยูไนเต็ดคว้า 3 แชมป์

 

  1. ฮวน มาต้า (ผลโหวต: 20,500)

 

มาต้า เป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมของ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวเพียง 37 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2014 นับเป็นดีลที่คุ้มค้าทีเดียว

 

นักฟุตบอล ก็มนุษย์คนหนึ่งที่มีตัณหาเหมือนคนทั่วๆ ไป

เมาโร อิคาร์ดี้ ศูนย์หน้าทีมชาติอาร์เจนติน่า และสโมสรงูใหญ่ อินเตอร์มิลาน จากประเทศอิตาลี ที่สร้างวีรกรรมอันฉาวโฉ่ จนกลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดในวงการฟุตบอล เนื่องจากวีรกรรมที่เรียกได้คำเดียวว่า เลว กับการแอบไปมีสัมพันธ์สวาทกับเมียของพี่ชายตัวเอง ซึ่งถึงจะไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ที่คลานกันตามมาจากท้องแม่

 

แต่ก็ถือว่าพี่ชายคนนี้มีบุญคุณกับ เมาโร อิคาร์ดี้ เป็นอย่างมาก ซึ่งอย่างที่มนุษย์โลกทุกคนเป็นกัน หากจะต้องผิดใจกับเพื่อนรักกันได้นั้น มีแค่สองเรื่องคือ เงิน กับผู้หญิง และเมาโร อิคาร์ดี้ ก็เป็นคนคนนั้น ซึ่งสมัยที่เค้าค้าแข้งอยู่กับสโมสรซาม์โดเรียนั้น ซึ่งมีรุ่นพี่ชาวอาร์เจนติน่า อย่าง

มักซี่ โลเปซ ร่วมเล่นอยู่ที่สโมสรแห่งนั้นอยู่ด้วย และด้วยความสนิทสนมส่วนตัว และเปรียบเสมือนพี่ชายของอิคาร์ดี้ ที่คอยให้ความช่วยเหลือและแนะนำการใช้ชีวิตในอิตาลี และสไตล์การเล่นฟุตบอลของอิตาลี รวมไปถึงการแชร์ที่พักให้กับอิคาร์ดี เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรู้สึกเหงาในการใช้ชีวิตที่อิตาลีด้วยตัวคนเดียว นั่นจึงทำให้ อิคาร์ดี้ พัฒนาฟอร์มตัวเอง

กลายเป็นดาวยิงที่มีแต่ยักษ์ใหญ่จับตามอง และได้ย้ายไปสู่อินเตอร์มิลานในที่สุด แต่แล้วเรื่องฉาวโฉ่ก็เกิดขึ้น เมื่อสื่ออิตาลี แอบจับได้ว่า อิคาร์ดี้ ได้ไปมีสัมพันธ์สวาทกลับภรรยารุ่นพี่ของ มักซี่ โลเปซ โดยในภายหลัง เจ้าตัวเองก็ได้ออกมายอมรับความจริง และได้ย้ายออกจากบ้านของ มักซี่ โลเปซ พร้อมกับภรรยารุ่นพี่ ซึ่งเมื่อเรื่องนี้ได้เผยแพร่ออกไป ทำให้สื่ออิตาลี และอาร์เจนติน่า ต่างไม่พอใจกับการกระทำของ นักเตะคนนี้เป็นอย่างมาก

 

โดยเฉพาะ ลีโอเนล เมสซี่ ซึ่งเป็นเพื่อนรักของ มักซี่ โลเปซ และเล่ากันว่าในฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา ที่นักเตะคนนี้ไม่ได้ไปร่วมศึกฟุตบอลโลกนั้น ก็เพราะอิทธิพลของ เมสซี่ นั่นเอง ซึ่งก็ไม่มีใครในทีมอาร์เจนติน่า ออกมาปริปากเรื่องนี้ หรือยืนยันว่า การที่นักเตะคนนี้ หมดอนาคตกับทีมชาตินั้น เป็นเพราะการกระทำของเค้าหรือเปล่า

 

แต่ที่แน่นอนว่า เค้ากลายเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับแฟนบอลอาร์เจนติน่า และแฟนบอลซามโดเรีย ไปที่เรียบร้อยแล้ว กับการกระทำของคนที่ไม่รู้จักบุญคุณ และยังทำร้ายเค้าด้วยการพรากลูกพรากเมียจากคนที่เคยช่วยเหลือเค้ามาตลอดตั้งแต่มาใช้ชีวิตที่อิตาลี ซึ่งคงไม่มีใครคนไหน ที่คงอยากจะคบค้าสมาคม หรือพาครอบครัวตัวเองมารู้จักกับนักเตะคนนี้อย่างแน่นอน

สโมสรฟุตบอลเจลีก ก็ขาดทุนได้

ต่อให้ประเทศญี่ปุ่น มีการบริหารการจัดการดีแค่ไหน แต่กลับสโมสรฟุตบอลที่มีปัจจัยเกี่ยวกับเรื่องของผู้ชม สปอนเซอร์ และเงินรางวัลที่ได้รับนั้น ก็มีผลทำให้การบริหารงานนั้นไม่เป็นไปตามที่ทิศที่แต่ละสโมสรกำหนดไว้ ดังเช่น อดีตสโมสรของนักเตะชื่อดัง เฟอร์นันโด ตอร์เรส อย่างสโมสร ซางัน โทสุ ที่ตอนนี้มีปัญหาการเงินเข้ามาเล่นงาน ซึ่งจากรายงานแจ้งว่า ปัจจุบันสโมสรขาดไปกว่า 581 ล้านเยน

 

 

ซึ่งเทียบเท่ากับเป็นเงินไทยกว่า หนึ่งร้อยเจ็ดสิบสี่ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นสโมสรที่มีการขาดทุนมากที่สุดในศึกฟุตบอลเจลีกของดินแดนซามูไร ซึ่งตัวประธานสโมสรเองนั้น มีธุรกิจเกี่ยวกับยาเวชภัณฑ์ แต่เม็ดเงินดังกล่าวเพียงพอที่จะยืดเวลาการดำเนินการได้เพียงแค่ต้นไป เพราะสปอนเซอร์หลักอย่าง DHC ไม่ยอมต่อสัญญาและขยายการเป็นสปอนเซอร์ต่อไป โดยก่อนหน้านี้ ทีมจากแดนปลาดิบทีมนี้ พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้สโมสรมีกำไรทั้งเรื่องของผลการแข่งขัน และยกระดับกระแสความนิยมของแฟนบอล ด้วยการดึงนักเตะดังๆ ที่ใกล้ปลดระวาง มาร่วมเล่นที่สโมสรแห่งนี้ อย่างการดึง เฟอร์นันโด ตอร์เรส อดีตดาวเตะทีมชาติเสปน แอตมาดริด หงส์แดง ลิเวอร์พูล มาร่วมทีม

 

 

แต่ก็ไม่สามารถดึงดูดแฟนบอลได้เท่าไหร่นัก เพราะด้วยฟอร์มที่ไม่อาจเปรี้ยงปรางเหมือนเดิม แบบสมัยที่ค้าแข้งบนแผ่นดินยุโรป นอกจากปัญหาทางสถานภาพทางการเงินแล้วนั้น ปัญหาโควิด ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้รายได้เข้าสู่สโมสรนั้นมีผลกระทบ และถึงแม้ว่าทางสมาคมฟุตบอลเจลีก ของประเทศญี่ปุ่นจะออกมาประกาศแล้วว่า ปีนี้จะไม่มีทีมตกชั้นของฟุตบอลลีกญี่ปุ่นแต่อย่างใด ซึ่งตอนนี้ในระดับผู้บริหารของสโมสรเองนั้น

 

 

กำลังหาทางและวางแผนการแก้ไขไว้หลายทาง ทั้งวิธีการระดมทุนจากในลีกที่คิดว่าจะได้อยู่ที่ประมาณ หนึ่งพันล้านเยน หรือสามร้อยล้านบาท โดยจะมีการกู้ยืมเงินอยู่ที่ หกร้อยล้านเยน มาบริหาร ซึ่งสโมสรโออิตะ ก็เคยใช้โครงการนี้มาแล้ว แต่ความยากของปีนี้คือการที่มีการแพร่ระบาดของไข้ไว้รัสโควิด19 นี้เข้ามาเป็นปัจจัยด้วย

 

และสิ่งที่สโมสรแห่งนี้ต้องรีบทำที่สุด คือ หาผู้สนับสนุนในพื้นที่เข้ามาสนับสนุนในภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบนี้ และสุดท้ายคือการโอนหุ้นสโมสรเข้าบริษัทย่อยของฝ่ายจัดการแข่งขัน เจลีก เพื่อบริหารเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งทางบริษัทย่อยของเจลีกนั้น จะช่วยดำเนินการหาเงินทุนมาจัดการเพื่อรักษาทีมให้เล่นครบตามจำนวนโปรแกรมที่กำหนดไว้ ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้เรารู้ได้ว่า ไม่ว่าสโมสรฟุตบอลหรือธุรกิจใดบนโลกใบนี้หากไม่มีการจัดการบริหารที่ดี ทุกอย่างก็ล่มสลายได้เหมือนกัน

 

เทพนิยายแห่งความฝันหรือปาฎิหารย์นั้นมีจริง

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หากบอกว่า เทพนิยายแห่งความฝัน หรือปาฎิหารย์นั้นมีจริง

 

หากใช้กับสโมสรที่มีชื่อว่า เลสเตอร์ซิตี้ หรือสุนัขจิ้งจอก ที่สามารถคว้าแชมป์และสร้างเรื่องราวเหลือเชื่อให้กับสโมสรตัวเองที่สามารถปาดหน้า คว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพได้ ทั้งๆที่ต้องบอกว่า ด้วยศักยภาพทีมที่มีอยู่นั้น และคู่แข่งที่ขวางหน้าอยู่ทั้ง แมนเชสเตอร์ซิตี้ , แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล , อาร์เซนอล, เชลซี และ เสปอร์ นั้น ทีมของเจ้าสัว เสี่ยวิชัย จะเอาชนะยอดทีมทั้งหกทีมนั้น คว้าแชมป์ไปครองได้ ส่วนหนึ่งต้องยกให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ของกุนซือขมองอิ่ม ผู้มากประสบการณ์อย่าง เคลาดิโอ รานิเอรี่ และนักเตะตัวสำคัญ อย่างเจมี่ วารดี้ , ริยาด์ มาร์เรซ และ แคสเปอร์ ชไมเคิล

 

  แต่ที่สำคัญคงลืมไม่ได้ว่า ที่สโมสรมาได้ไกลขนาดนี้ คงต้องยกความสำเร็จนี้ให้กับวิสัยทัศน์ ในการบริหารของเจ้าทีมอย่าง เจ้าสัว วิชัย คิงพาว์เวอร์ เพราะเมื่อครั้งที่ทางเจ้าสัว ประกาศว่าจะซื้อสโมสรแห่งนี้ ชาวเมืองเลสเตอร์ กลับมองว่า เจ้าสัว แค่ซื้อเล่นๆ เพื่อเป็นของประดับคนรวย แต่เมื่อเวลาผ่านไปแต่ละปีนั้น ชาวเมืองทุกคนต้องเปลี่ยนความคิดนั้น เพราะสิ่งที่เจ้าสัวทำนั้น นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และที่สำคัญ เจ้าสัวนั้น ทำให้ชาวเมืองเลสเตอร์นั้นคือครอบครัวของเค้า ทั้งสิ่งที่เจ้าสัว ทำทั้งในและนอกสนาม นั่นคือสิ่งที่ผลักดันให้สโมสรมาอยู่แถวหน้าได้ในระดับนี้ อีกทั้งตัวนักเตะเองนั้น ต่างก็รักสโมสรนี้ทุกคน ยกตัวอย่างเช่น เจมี่ วาร์ดี้ ที่ต้องบอกที่นี่เหมือนบ้านหลังที่สองของเค้า

 

เพราะสโมสรแห่งนี้ได้ชุบชีวิต จากพนักงานโรงงานคนหนึ่งให้กลายเป็นศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษ อีกทั้งยังทำให้เค้าได้รับรางวัลดาวยิงสูงสุดของพรีเมียร์ชิพด้วยซ้ำในปีต่อมา ซึ่งทำให้ปีต่อมาเค้าเป็นที่หมายปองของทีมยักษ์ใหญ่หลายทีมในอังกฤษ และสโมสรทีใกล้เคียงจะได้ตัวเค้ามากที่สุดนั้น ก็คือทีมอาร์เซนอล ซึ่งตัวนักเตะเองเกือบจะเก็บข้าวของย้ายไปซบตัก ยอดทีมจากกรุงลอนดอนอยู่แล้ว แต่วินาทีสุดท้าย ตัวเจมี่ วาร์ดี้ เองก็ได้รู้ว่าที่นี่คือบ้านของเค้า

 

และทำให้เค้าตกลงที่จะอยู่ที่เลสเตอร์ ต่อจนทุกวันนี้ ส่วนอีกคนที่ถือว่า เป็นคนที่รักสโมสรนี้อีกคนหนึ่ง คือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ดีกรีผู้รักษาประตูทีมชาติเดนมาร์ก แต่ที่สำคัญกว่านั้น เค้าคือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ตำนานยอดผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งลำพังฝีมือของแคสเปอร์ เองนั้น คงไม่ต้องพิสูจน์อะไรให้เห็นเพราะผลงานในสนามนั้นมันฟ้องอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พิสูจน์ความรักสโมสรของเค้าคือ เค้าไม่เคยคิดจะย้ายทีมไปไหน

อย่าหางานให้เด็กของผม

เจอร์เก้น คล็อปป์   ออกมาพูดว่าล่ามของชาวเยอรมันที่แปลคำพูดของ  จอร์แดน เฮนเดอร์สัน แบบผิด

ในขณะที่ล่ามนั้นไปแปลความหมายว่า  เฮนเดอร์สัน บอกว่า หงส์แดง จะลงเล่นเกมนี้แบบชิลๆๆ โดยที่ขณะ  คล็อปป์ ถึงขันบอกว่าถ้าจะลำบาคมากขนาดนั้นเดียวตัวผมนั้นเป็นล่ามให้เอง  เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมของลิเวอร์พูล

ได้กล่าวพูดตำหนิล่ามชาวเยอร์มัน รายดังกล่าวโดยที่ได้แปลคำพูดของ จอร์แดน  เฮนเดอร์สัน เป็นกองกลางกัปตันทีม หงส์แดง แบบผิดๆโดยนัดนี้ทางลิเวอร์พูลขอแค่เสมอเป็นอย่างน้อยเพื่อที่จะได้เข้าทีม 16 ทีม  สุดท้าย แต่ถ้าด้วยว่า สกอร์ 2 ลูกขึ้นไปหรือว่าผ่ายด้วยผลแตกต่างกัน 1 ลูก ภายในสกอร์ 0-1 1-2 2-3 และ 3-4 โดยในเวลาเดียวกัน

 

ส่วนเรื่องเป็นแชมป์เก่าแชมป์เปี้ยนลีกนั้นก็จะตกรอบจนถึงกระทั่ง แพ้พ่ายด้วยลูกผลที่ต่างกัน 1 ลูก ด้วยสกอร์ 4-5 ขึ้นไป โดยทีมของคล็อปป์นั้นก็เข้ารอบอยู่

โดยทั้งนี้ คล็อปป์ กับ เฮนเดอร์สัน คือเป็นตัวแทน ลิเวอร์พูล ที่ได้จัดแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ซึ่งเป็นเรื่องที่นักเตะชาวออสเตรียทำให้ให้มีล่ามเป็นภาษาเยอรมันที่มาคอยแปลคำพูดให้กับนักเตะ  เฮนเดอร์สัน แต่ด้วยว่าที่ล่ามนั้นได้แปลความหมายของ เฮนเดอร์สันบอกไปว่า ลิเวอร์พูลนั้นจะลงเล่นเกมนี้อย่างสบายๆ จนทำให้ คล็อปป์ นั้นแสดงอาการณ์ไม่พอใจอย่างมาก

คล็อปป์  ได้พูดกล่าวเป็นภาษาเยอรมันว่า  เป็นอะไรที่งี่เง่าสุด

ที่คุณนั้นเอาล่ามมานั่นข้างโต๊ะของโค้ชทั้งๆที่โค้ชนั้นพูดภาษาเยอรมันได้  และคำถามที่แท้จริงนั้นก็คือการเป็นแชมป์ แชมป์เปี้ยนลีก จากเมื่อในฤดูกาลก่อนนั้นมันทำให้พวกเรานั้นมีประสบการณ์ในการที่เรานั้นต้องรับมือกับเหตุการณ์ที่ต้องลุ้นเข้ารอบในนัดสุดท้าย 

นั้นใช่ไหม แต่ก็อย่างว่าครับคือพวกเรานั้นต้องเอาตัวรอดจากเหตุการณ์หรือสถานนะการณ์เหล่านี้ได้เสมอ แล้ในเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมานั้น ลิเวอร์พูลนั้นจำเป็นที่ต้องชนะ นาโปลี ในนัดสุดท้ายเท่านั้น 

และก็ต้องทำให้ได้ด้วยและในที่สุดนั้นก็ได้แชมปไปครอบครองในบั้นปราย ส่วนเฮนเดอร์สัน ไม่เคยพูดแม้แต่นิดเดียวที่ว่าจะลงเล่นเกมนี้แบบสบายชิลๆๆ ทั้งๆที่เรานั้นรู้ๆอยู่เกี่ยวกับการท้าทายที่อยู่ในรอบๆตัวเขาอย่างดี

เพราะเพียงแค่เขานั้นพูดเกียวกับเรื่องทั่วๆไปเท่านั้น   ทำใมล่ามถึงฟังไม่ให้ออกหรือว่าดีก่อน ถ้าเป็นแบบนี้ผมนั้นจะทำเองก็ได้ ซึ่งเขาหมายถึงล่ามซึ่งการเป็นล่ามนั้นไม่ได้ยากเกินไป  

 

The Big Show นักมวยปล้ำรายได้อันดับที่ 7 ของโลก

รายได้ที่เขาทำได้นั้นคือ 42 ล้านบาทต่อปี ทำให้เขาเป็นนักมวยปล้ำที่มีรายได้เป็นอันดับที่ 7 ของโลก

ซึ่งจริงๆแล้ว ก่อนหน้าที่เขาได้เป็นนักมวยปล้ำ เขาเคยเป็นนักบาสเกตบอลมาก่อน แต่ร่างกายของเขาไม่อำนวยต่อการเป็นักบาสเพราะเขามีน้ำหนักถึง 200 กิโลกรัม เมื่อมีปัญหานี้เกิดขึ้น เขาจึงเริ่มคิดนึงถึงหนทางนักบาสของเขาว่าเมื่อเขามีปัยหานี้

เขาสำควรที่จะเดินทางไปทางไหนกันแน่ และเขาได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ที่เขาได้เลือกจะมาเป็นนักมวยปล้ำอาชีพ นั้นเป็นการเลือกที่ดีต่อเขามากๆ เขาได้รับการแนะนำโดย Bonaduce เขาได้นำเสนอบิ๊กโชว์ให้กับสุดยอดนักมวยปล้ำในยุคนั้น ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่จุดสูงสุดอย่างแท้จริง มีอิทธิพลมากๆ เขาคือ ฮัลค์ โฮแกน และเขาก็ถูกอกถูกใจบิ๊กโชว์มากๆ เพราะรูปร่างที่สูงใหญ่เหมาะจะเป็นนักมวยปล้ำอย่างยิ่ง

 

ในช่วงแรกหนทางในอาชีพนักมวยปล้ำของเขาไม่ได้เป็นไปได้ด้วยดีนัก

นั้นเพราะเขายังไม่มีทั้งประสบการณ์และความรู้ในการปล้ำเลย แต่เขาก็ไม่ได้ย่อท้อเลย เขาได้อยู่ในสมาคม WCW ในฉายาแรกของเขาในวงการนี้คือ เดอะไจแอนด์ ชื่อเสียงของเขาพุงทยานอย่างรุนแรง เขามีฐานแฟนๆเยอะมากๆ รวมถึงได้รับเกียรต่างๆโดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ และด้วยนิสัยอันน่ารัก ง่ายๆ สบายๆ

ไม่เคยเรื่องมากกับใคร ไม่คนใจบทที่ได้รับให้ไรมาก็เล่นตามนั้น เขาเคยทั้งอยู่ฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมด้วย นั้นแหละเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามีแต่ผู้นิยมมชอบ และต่อมาเขาก็ได้เป็นนักมวยปล้ำของสมาคม WWE เป็นการเซ็นสัญญาตลอดชีวิต

 

ถึงตอนนี้เขาจะลดน้ำหนักลงมาหน่อย ก็ไม่ได้ทำให้เหล่าแฟนๆหายไปเลย

แต่ก็มีเสียงบ่นๆจากแฟนๆบ้างที่เขาหายหน้าหายตาไป ไม่ค่อยมีบทบาทบนสังเวียนเท่าไหร่ แต่นั้นก็เพียงพอสำหรับทั้งชีวิตเขาที่ทำเงินได้มากมายขนาดนี้ และล่าสุดเขาก็กลับมาเป็นฝ่ายอธรรมอีกครั้ง โดยร่วมมือกับ เดอะบาร์ จนทำให้คว้าแช้มแท็กทีม แล้วเขาก็แยกตัวออกไปฉายเดี่ยวต่อ