นิการากัว ลีกที่ไม่กลัวโควิด

สถานการณ์การระบาดของไข้ไวรัสโควิด19 ได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงไปทุกภาคส่วน ไม่เว้นการแข่งขันกีฬาทั่วโลกที่ต้องพักเบรกชั่วคราวเกือบทุกลีก อย่างไรก็ดีอย่างมีบางประเทศอย่างประเทศนิการากัว ที่ยังไม่ยอมหยุดพักการแข่งขัน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งประเทศนี้เป็นประเทศหนึ่งในสี่ลีกของโลก ที่ยังคงกล้าทำการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งหากถามถึงเมื่อก่อนว่ามีใครรู้จักลีกประเทศนี้ไหม เชื่อเหลือเกินว่าร้อยละห้าสิบของคนที่ดูบอลนั้น คงไม่เคยมีใครรู้จักหรือเคยดูลีกการแข่งขันนี้มาก่อนอย่างแน่นอน

เพราะประเทศนี้เป็นประเทศขนาดกลางที่ตั้งอยู่แบบอเมริกากลาง และไม่ได้มีชื่อเสียงในด้านเกมลูกหนัง ส่วนในระดับทีมชาติก็รั้งอยู่ในอันดับที่หนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ดของโลก แต่ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่มนุษย์โลกกำลังหวาดกลัวอยู่นี้ ลีกประเทศนี้ยังคงดำเนินการแข่งขันกันอยู่ จึงทำให้ประเทศนี้ถูกพูดถึงในวงกว้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ลีกที่ยังแข่งขันกันอยู่ ร่วมกับลีกเบลารุส 

บูรุนดี และทาจิกิสถาน ซึ่งระบบการแข่งขันของลีกประเทศนี้นั้นจะมีอยู่ทั้งหมดสิบทีมและเอาทีมที่มีแต้มดีที่สุดหกอันดับแรกผ่านเข้าไปเล่นรอบเพลย์ออฟชิงแชมป์ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายน ซึ่งทางสมาคมฟุตบอลของประเทศนิการากัวนั้นได้บอกว่าสถานการณ์ของประเทศที่นี่เกือบจะปรกติ มีผู้ติดเชื้อแค่สี่ราย และสามคนมาจากต่างประเทศด้วย และในขณะที่ผู้เล่นหลายคนต่างก็เห็นพ้องกันว่า ประเทศไม่ได้อยู่ในขั้นวิกฤติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนั้น เพราะบางสโมสรเองก็ได้ออกมากล่าวว่า ผู้เล่นของพวกเค้าเองก็มีความกลัว ซึ่งหนึ่งในสโมสรที่ไม่เห็นด้วยคือ ดิเรียนเจน เอฟซี สโมสรที่เก่าแก่ที่สุขของนิการากัว

และมองว่าการแข่งขันควรจะยุติได้แล้ว เพื่อความปลอดภัยของนักเตะ และในขณะเดียวกัน นักเตะบางคนก็ยืนยันว่ามันเป็นการตัดสินใจพลการของเหล่าเจ้าของสโมสรกับลีก และไม่มีการนำเรื่องนี้มาพูดคุยกับเหล่านักเตะอย่างไร เพราะพวกเค้าไม่ได้เป็นคนเสี่ยงที่ลงไปเล่น ซึ่งอย่างไรก็ดี แม้จะไม่เห็นด้วย แต่ด้วยมติเสียงส่วนใหญ่ที่ออกมาแล้วทำให้นักเตะต้องยอมลงไปเล่นแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม

ซึ่งทำให้พวกเค้าต้องปรับตัวอย่างหนักในการลงไปเตะฟุตบอล แม้ผู้เล่นทุกคนจะกลัวมากๆ เมื่อรายได้ของพวกเขาคือฟุตบอล และรัฐบาลก็เป็นคนจ่ายเงินเดือนพวกเค้า  นั่นจึงทำให้นักเตะเหล่านี้ต้องลงไปเล่นเพื่อปากท้องของพวกเขานั่นเอง

 

เลื่อน โมฆะ ตัดจบ จะเลือกอย่างไร เพื่อศักดิ์ศรี

เมื่อทุกอย่างเดินทางมาเส้นตรงที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายใกล้จะจบการแข่งขัน แต่อุปสรรคระดับโลกที่ไม่อาจจะต้านทานได้อย่างไข้ไวรัสโควิด ที่ทำลายวงการกีฬาให้ทุกอย่างต้องหยุดลงเมื่อนาฬิกาหยุดหมุน แถมยังกัดกินเข็มนาฬิกาให้พังลงไปด้วยการระบาดอย่างหนักและไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายและจบลงง่ายๆ ฤดูกาลการแข่งขันที่กำลังใกล้จะปิดฉากและได้บทสรุปว่าทีมใดจะได้แชมป์ และทีมใดกำลังจะได้คว้าสิทธิ์ไปแข่งขันฟุตบอลยุโรป รวมไปถึงทีมที่กำลังตกชั้น และทีมที่กำลังจะเลื่อนชั้นขึ้นมา ต้องหยุดทุกอย่างและยังไม่มีบทสรุปในตอนนี้ จึงทำให้การตัดสินใจของฝ่ายการจัดการแข่งขันของลีกแต่ละประเทศนั้นต้องชั่งใจว่าจะตัดสินให้ฤดูกาลนี้จบอย่างไร เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของแต่ละสโมสรฟุตบอลและความรู้สึกของแฟนบอลทั่วโลกที่กำลังตามเชียร์ทีมรักของตัวเอง

กรณีที่เป็นประเด็นร้อนและถกเถียงที่สุดคงหนีไม่พ้นลีกอังกฤษที่มีแฟนบอลติดตามเยอะที่สุดในโลก และกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกของสโมสรในรอบยี่สิบเจ็ดปี และหลังมีการเลื่อนการแข่งขันออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้สำนักข่าวต่างประเทศคาดการณ์ว่า ถ้ายังแข่งขันกันต่อไปได้แบบนี้ไปเรื่อยๆ มีความเป็นไปได้ที่ทางพรีเมียร์ลีกจะตัดสินให้ฤดูกาลนี้เป็นโมฆะ หรือตัดจบการแข่งขัน เนื่องจากมีข่าวว่าทางสมาคมอังกฤษเพิ่งประกาศให้ยุติการแข่งขันฟุตบอลนอกลีก

และให้การแข่งขันที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นโมฆะ ซึ่งแน่นอนว่าหากนำมาใช้กับลีกสูงสุดก็มีทีมที่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะทีมที่ยังต้องดิ้นรนหนีการตกชั้น เนื่องจากหากทุกอย่างทางสมาคมตัดจบและให้ยุติด้วยการเป็นโมฆะ ก็จะไม่มีทีมใดได้แชมป์และไม่มีทีมใดต้องตกชั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษยังคงรอการตัดสินใจนี้อีกครั้งในวันที่ 30 เมษายน และส่วนในลีกอื่นที่ยุโรปนั้นก็มีโอกาสที่จะพิจารณาถึงมติของฝ่ายจัดการแข่งขันที่ไม่ต่างไปจากลีกอังกฤษ

เนื่องจากทุกทีมก็ยังมีโอกาสได้แชมป์และตกชั้นอยู่เหมือนกันหมด โดยเฉพาะลีกสเปน ลีกอิตาลี และลีกเยอรมัน ที่แต้มคะแนนยังมีผลต่อการตัดสินกันในแต่ละนัด ดังนั้นเชื่อเหลือเกินว่า หากมติที่ออกมานั้นในวงการฟุตบอลของยุโรปน่าจะเป็นไปตามทิศทางเดียวกันเกือบทั้งหมด ซึ่งถ้าตัดจบและโมฆะ ก็คงจะเป็นลักษณะเหมือนกันทั่วยุโรป เพราะคงไม่มีลีกไหนแหกคอกให้แข่งต่อ หรือตัดสินการแข่งขันที่ผิดแปลกไปจากประเทศอื่นๆ นั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คงสร้างความช้ำใจให้กับหงส์แดงตะแคงฟ้าแน่นอน

ชัตดาวน์ทั่วโลก

ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดชะงัก จากเหตุการณ์ไข้ไวรัสโควิดระบาดกลายเป็นภัยคุมคามไปทั่วโลก จากจุดเริ่มต้นเพียงประเทศเดียว แต่ตอนนี้ทวีความรุนแรงแพร่กระจายไปในวงกว้าง ทำให้มีผู้ติดเชื้อไวรัสนี้สูงถึงกว่าหนึ่งล้านสามแสนคนทั่วโลก และมีอัตราผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่าเจ็ดหมื่นคน ซึ่งประเทศอเมริกากลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก หลังมีผู้ติดเชื้อรวมกันถึงสามแสนคน รองลงมาคือประเทศเสปน เกือบหนึ่งแสนสี่หมื่นคน และประเทศอิตาลีอยู่ที่ราวๆ หนึ่งแสนสามหมื่นคน จึงทำให้การจัดกิจกรรมทุกอย่างที่มีกลุ่มคนจำนวนมากนั้นจำเป็นต้องถูกระงับ ซึ่งมีผลต่อการแข่งขันกีฬาเกือบทั้งหมดทั่วโลก และ

ทัวร์นาเมนต์การแข่งขันกีฬาไล่กันมาตั้งแต่ ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่กลายเป็นรายการจัดการแข่งขันรายการแรกที่ประกาศเลื่อนการแข่งขันออกไปเป็นเวลาหนึ่งปี ตั้งแต่ช่วงที่ไข้ไวรัสกำลังระบาดใหม่ๆไปทั่วโลก รวมไปถึงเทนนิสวิมเบิลดัน ที่ยกเลิกเป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดสิบห้าปี พร้อมด้วยกีฬาของคนทั้งโลกอย่างโอลิมปิก เกมส์ 2020 ที่รอการตัดสินใจกันมานานแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจย้ายไปจัดในปี 2021 แทน และในสถานการณ์ปัจจุบัน

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกนั้น ได้ข้อสรุปว่าการแข่งขันจะเลื่อนออกไปจากปี 2020 แต่จะต้องไม่เกินช่วงหน้าร้อนของปี 2021 เพื่อปกป้องสุขภาพของนักกีฬา และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน 

ส่วนในลีกการแข่งขันฟุตบอลทั่วโลก ที่ดูเหมือนเป็นกิจกรรมประจำวันของผู้ชมที่ต่างเฝ้ารอดูการแข่งขันของทีมโปรดตัวเอง ก็มีผลกระทบไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นลีกดังในยุโรป ที่เพิ่งผ่านพ้นครึ่งฤดูกาล  อย่างพรีเมียร์ลีกของประเทศอังกฤษ ลาลีกาของประเทศเสปน กัลโช่เซเรียอา ของประเทศอิตาลี และบุนเดสลีกา ของประเทศเยอรมัน ที่ต้องทำการหยุดการแข่งขันไปตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม หรือแม้แต่ในเอเชียเอง ของไทยแลนด์ลีก และเจลีก ที่เตะกันไปได้ไม่กี่นัด ต่างก็ต้องระงับและหยุดเตะกันทั้งหมด เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดที่ลุกลามกันต่อไปได้ 

และในด้านเศรษฐกิจเองนั้น ก็ยิ่งเลวร้ายลงขึ้นทุกวัน เพราะสองประเทศมหาอำนาจอย่างประเทศจีน และอเมริกา ต่างเจอภาวะวิกฤติไข้ระบาดนี้เล่นงานจนทั้งประเทศต้องหยุดกิจการงานทุกอย่าง และเกือบทุกประเทศต้องทำการปิดประเทศของตัวเอง เพื่อไม่ให้คนเดินทางเข้าออก และยิ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงให้เชื้อไวรัสแพร่ระบาดกันต่อไปเรื่อยๆ จนทุกอย่างกลายเป็นการกระทบกันแบบลูกโซ่จนทั่วโลก ซึ่งในปัจจุบันเวลานี้ ก็ยังไม่มีประเทศใดคิดค้นยาต่อต้านเชื้อไวรัสนี้ได้โดยตรง จึงไม่รู้ว่าการชัตดาวน์ครั้งนี้จะมีไปถึงเมื่อไหร่

 

แฟนผีโหวต 10 การเซ็นสัญญาดีสุดหลังยุคป๋า

 

การอำลาไปของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของพวกเขา สโมสรครองความยอดเยี่ยมบนเกาะอังกฤษมาโดยตลอดในช่วงที่เฟอร์กูสันคุมทีม แต่พวกเขาดำดิ่งลงเรื่อย ๆ นับตั้งแต่กุนซือชาวสก็อตแลนด์ก้าวลงจากเก้าอี้ผู้จัดการทีมเมื่อปี 2013

 

ปีศาจแดงทำการเซ็นสัญญา 31 ครั้งหลังยุคเฟอร์กูสัน และทาง BBC Sport ได้ให้แฟนบอลโหวตการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุด 10 อันดับแรกดังต่อไปนี้

 

  1. โรเมลู ลูกากู (ผลโหวต: 12,900)

 

ลูกากู มีสถิติที่ดีกับ ยูไนเต็ด เขาทำได้ 42 ประตูจาก 96 เกม อย่างไรก็ตาม ยูไนเต็ด ปล่อยตัวเขาไปเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว และหลังจากนั้นเขาก็โชว์ฟอร์มโดดเด่นกับ อินเตอร์ มิลาน

 

  1. ดาลี่ย์ บลินด์ (ผลโหวต: 14,100)

 

นักเตะสารพัดประโยชน์เป็นแข้งที่ทำผลงานได้น่าประทับใจตลอด 4 ฤดูกาลที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แฟนบอลยูไนเต็ดบางกลุ่มอาจยังสงสัยว่าทำไมเขาถึงถูกปล่อยย้ายกลับไปเล่นให้ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม

  1. วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ (ผลโหวต: 14,400)

 

ลินเดเลิฟ ก้าวมายึดตัวจริงของปีศาจแดงได้ในซีซั่นนี้ เขาลงเล่นไป 99 นัด นับตั้งแต่ย้ายมาจาก เบนฟิก้า เมื่อปี 2017 

 

  1. แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (ผลโหวต: 14,800)

 

แม็กไกวร์ ทำผลงานได้น่าประทับใจแม้จะยังไม่คุ้มกับค่าตัว 80 ล้านปอนด์ก็ตาม เขาถูกแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมคนใหม่จากทักษะการเป็นผู้นำที่เห็นได้ชัดในสนาม

 

  1. แดเนี่ยล เจมส์ (ผลโหวต: 17,000)

 

เจมส์ ย้ายมาด้วยค่าตัวเพียง 15 ล้านปอนด์ แต่เขาออกสตาร์ทได้ยอดเยี่ยมเมื่อช่วงต้นซีซั่น จนสร้างเซอร์ไพรส์ให้แฟนบอลหลายคนทีเดียว

 

  1. อันเดร์ เอร์เรร่า (ผลโหวต: 17,500)

 

แฟนบอลยูไนเต็ดต้องผิดหวังเมื่อ เอร์เรร่า ย้ายออกจากทีมแบบฟรี ๆ เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา เขาลงสนามทั้งสิ้น 189 เกมให้กับปีศาจแดงและเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าเร้ด อาร์มี่

 

  1. อารอน วาน-บิสซาก้า (ผลโหวต: 17,600)

 

วาน-บิสซาก้า เป็นหนึ่งในแบ็คขวาที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ย้ายมาจาก คริสตัล พาเลซ ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา


  1. เซร์คิโอ โรเมโร่ (ผลโหวต: 18,300) 

 

โรเมโร่ อาจเป็นผู้รักษาประตูสำรองที่ดีที่สุดในโลก เขาทำผลงานได้แข็งแกร่งมาก ๆ เมื่อใดก็ตามที่เขาถูกเรียกร้องลงเฝ้าเสา

 

  1. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (ผลโหวต: 18,900)

 

ยูไนเต็ด ได้ ซลาตัน เข้ามาร่วมทีมเมื่อเขาอายุ 30 ปีกลาง ๆ แล้ว แต่ถึงแม้จะอายุมากเขาก็ประสบความสำเร็จ เขายิงได้ 29 ประตูจาก 53 เกมและช่วยให้ยูไนเต็ดคว้า 3 แชมป์

 

  1. ฮวน มาต้า (ผลโหวต: 20,500)

 

มาต้า เป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมของ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวเพียง 37 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2014 นับเป็นดีลที่คุ้มค้าทีเดียว

 

วงการสื่อสารมวลชนในประเทศไทย

จากเหตุการณ์ที่มีเหตุกราดยิงเมืองโคราชที่ผ่านมา นอกจากผู้คนจะรุ่มด่าว่าคนร้ายแล้ว สื่อที่ได้นำเสนอข่าวก็โดนผู้คนทางโลกโซเชียลมิเดียกระหน่ำต่อว่าเรื่องการนำเสนอข่าว การนำรายงานข่าว ที่ไร้จรรยาบรรณต่อการเป็นสื่อที่ต้องคอยนำเสนอและรายงานข่าวต่อประชาชน เนื่องจากการรายงานข่าวของสื่อบางช่องนั้นทำให้ผู้คนเล็งเห็นว่า ยิ่งทำให้เป็นการชี้นำทางต่อผู้ร้ายให้ก่อเหตุมากขึ้นกว่าเดิม

ซึ่งสื่อที่มีประเด็นในเหตุการณ์นี้คือ ช่อง ONE31 ที่รายงานมีการพูดถึงว่า หากขึ้นไปอยู่บนสังเกตการณ์ของห้างTerminal21 จะทำให้เห็นพื้นที่ทั้งหมดโดยรอบ ซึ่งในเวลาต่อมาได้ทราบกันว่าผู้ร้ายนั้นได้ทำการขึ้นไปจริงๆ อีกช่องก็คือไทยรัฐ ที่มีการรายงานข่าวถึงการวางตำแหน่งของหน่วยงานกองกำลังที่เข้ามาช่วย ผ่านการไลฟ์สด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ร้ายทราบตำแหน่งและพิกัดของเจ้าหน้าที่ รวมไปถึงการวางแผนของเจ้าหน้าที่อีกด้วย และอีกหนึ่งสื่อที่หลายคนมองว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของสื่อ นั้นก็คือ อมรินทร์ ที่ทำการต่อโทรศัพท์ไปยังบ้านของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์รายหนึ่ง เพื่อแจ้งว่ามีคนในครอบครัวเสียชีวิต และต้องการสัมภาษณ์ถามความคิดเห็นต่อ

ซึ่งการกระทำดังกล่าวของสื่อช่องนี้ถือว่าไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของสื่อเลยที่จะต้องติดต่อไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิต เหตุนี้จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เพิ่มเข้ามาการเกิดเหตุการณ์ยิงกราดที่เมืองโคราชครั้งนี้ หากพูดถึงการนำเสนอข่าวแล้วอะไรคือสิ่งที่สื่อควรที่จะถ่ายถอดออกมา ได้มีงานวิจัยของทางอเมริกาได้ออกมาเปิดเผยว่า สื่อ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อเหตุการณ์เหล่านี้เป็นอย่างมาก

ซึ่งจะเปรียบเสมือนเป็นตัวกำหนดการกราดยิงให้เพิ่มขึ้น หรือ ลดน้อยลง ก็ขึ้นอยู่กับสื่อ ซึ่งสื่อนั้นเรียกได้ว่ามีความเป็นอิสระต่อการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร สื่อมีพื้นที่ที่จะใช้วิธีการที่หลากหลายในการนำเสนอข่าวได้ สื่อสามารถตีกรอบและกำหนดได้ว่าอยากที่จะส่งสารไปถึงผู้รับโดยทิศทางไหน แต่ถึงอย่างนั้นในเหตุการณ์กราดยิงแบบนี้ สื่อก็ควรรู้ด้วยเช่นเดียวกันว่า ควรที่จะเลือกนำเสนอไปในทิศทางไหน จากเหตุการณ์กราดยิงของทหารคลั่งคนหนึ่งที่Terminal21

เมืองโคราช สื่อบางช่องทำให้เห็นแล้วว่า คุณไม่สามารถที่นำเสนอหรือรายงานข่าวได้อย่างเหมาะสมตามข้อปฏิบัติของการเป็นบุคลากรในงานด้านสื่อสารมวล มันถึงเวลาแล้วใช่หรือไม่ ที่ประเทศไทยจะต้องทำการรื้อกฏต่างๆออกมาถกเถียงกัน ถึงเวลาแล้วใช่หรือไม่ที่ประเทศไทยควรปฏิรูปในด้านของงานสื่อสารมวลชน แล้วพวกคุณมีความคิดเห็นนี้อย่างไรกันบ้างในการนำเสนอข้อมูล และรายงานข่าวของสื่อเหล่านี้

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงบอลออนไลน์

นักฟุตบอล ก็มนุษย์คนหนึ่งที่มีตัณหาเหมือนคนทั่วๆ ไป

เมาโร อิคาร์ดี้ ศูนย์หน้าทีมชาติอาร์เจนติน่า และสโมสรงูใหญ่ อินเตอร์มิลาน จากประเทศอิตาลี ที่สร้างวีรกรรมอันฉาวโฉ่ จนกลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดในวงการฟุตบอล เนื่องจากวีรกรรมที่เรียกได้คำเดียวว่า เลว กับการแอบไปมีสัมพันธ์สวาทกับเมียของพี่ชายตัวเอง ซึ่งถึงจะไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ที่คลานกันตามมาจากท้องแม่

 

แต่ก็ถือว่าพี่ชายคนนี้มีบุญคุณกับ เมาโร อิคาร์ดี้ เป็นอย่างมาก ซึ่งอย่างที่มนุษย์โลกทุกคนเป็นกัน หากจะต้องผิดใจกับเพื่อนรักกันได้นั้น มีแค่สองเรื่องคือ เงิน กับผู้หญิง และเมาโร อิคาร์ดี้ ก็เป็นคนคนนั้น ซึ่งสมัยที่เค้าค้าแข้งอยู่กับสโมสรซาม์โดเรียนั้น ซึ่งมีรุ่นพี่ชาวอาร์เจนติน่า อย่าง

มักซี่ โลเปซ ร่วมเล่นอยู่ที่สโมสรแห่งนั้นอยู่ด้วย และด้วยความสนิทสนมส่วนตัว และเปรียบเสมือนพี่ชายของอิคาร์ดี้ ที่คอยให้ความช่วยเหลือและแนะนำการใช้ชีวิตในอิตาลี และสไตล์การเล่นฟุตบอลของอิตาลี รวมไปถึงการแชร์ที่พักให้กับอิคาร์ดี เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรู้สึกเหงาในการใช้ชีวิตที่อิตาลีด้วยตัวคนเดียว นั่นจึงทำให้ อิคาร์ดี้ พัฒนาฟอร์มตัวเอง

กลายเป็นดาวยิงที่มีแต่ยักษ์ใหญ่จับตามอง และได้ย้ายไปสู่อินเตอร์มิลานในที่สุด แต่แล้วเรื่องฉาวโฉ่ก็เกิดขึ้น เมื่อสื่ออิตาลี แอบจับได้ว่า อิคาร์ดี้ ได้ไปมีสัมพันธ์สวาทกลับภรรยารุ่นพี่ของ มักซี่ โลเปซ โดยในภายหลัง เจ้าตัวเองก็ได้ออกมายอมรับความจริง และได้ย้ายออกจากบ้านของ มักซี่ โลเปซ พร้อมกับภรรยารุ่นพี่ ซึ่งเมื่อเรื่องนี้ได้เผยแพร่ออกไป ทำให้สื่ออิตาลี และอาร์เจนติน่า ต่างไม่พอใจกับการกระทำของ นักเตะคนนี้เป็นอย่างมาก

 

โดยเฉพาะ ลีโอเนล เมสซี่ ซึ่งเป็นเพื่อนรักของ มักซี่ โลเปซ และเล่ากันว่าในฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา ที่นักเตะคนนี้ไม่ได้ไปร่วมศึกฟุตบอลโลกนั้น ก็เพราะอิทธิพลของ เมสซี่ นั่นเอง ซึ่งก็ไม่มีใครในทีมอาร์เจนติน่า ออกมาปริปากเรื่องนี้ หรือยืนยันว่า การที่นักเตะคนนี้ หมดอนาคตกับทีมชาตินั้น เป็นเพราะการกระทำของเค้าหรือเปล่า

 

แต่ที่แน่นอนว่า เค้ากลายเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับแฟนบอลอาร์เจนติน่า และแฟนบอลซามโดเรีย ไปที่เรียบร้อยแล้ว กับการกระทำของคนที่ไม่รู้จักบุญคุณ และยังทำร้ายเค้าด้วยการพรากลูกพรากเมียจากคนที่เคยช่วยเหลือเค้ามาตลอดตั้งแต่มาใช้ชีวิตที่อิตาลี ซึ่งคงไม่มีใครคนไหน ที่คงอยากจะคบค้าสมาคม หรือพาครอบครัวตัวเองมารู้จักกับนักเตะคนนี้อย่างแน่นอน

สโมสรฟุตบอลเจลีก ก็ขาดทุนได้

ต่อให้ประเทศญี่ปุ่น มีการบริหารการจัดการดีแค่ไหน แต่กลับสโมสรฟุตบอลที่มีปัจจัยเกี่ยวกับเรื่องของผู้ชม สปอนเซอร์ และเงินรางวัลที่ได้รับนั้น ก็มีผลทำให้การบริหารงานนั้นไม่เป็นไปตามที่ทิศที่แต่ละสโมสรกำหนดไว้ ดังเช่น อดีตสโมสรของนักเตะชื่อดัง เฟอร์นันโด ตอร์เรส อย่างสโมสร ซางัน โทสุ ที่ตอนนี้มีปัญหาการเงินเข้ามาเล่นงาน ซึ่งจากรายงานแจ้งว่า ปัจจุบันสโมสรขาดไปกว่า 581 ล้านเยน

 

 

ซึ่งเทียบเท่ากับเป็นเงินไทยกว่า หนึ่งร้อยเจ็ดสิบสี่ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นสโมสรที่มีการขาดทุนมากที่สุดในศึกฟุตบอลเจลีกของดินแดนซามูไร ซึ่งตัวประธานสโมสรเองนั้น มีธุรกิจเกี่ยวกับยาเวชภัณฑ์ แต่เม็ดเงินดังกล่าวเพียงพอที่จะยืดเวลาการดำเนินการได้เพียงแค่ต้นไป เพราะสปอนเซอร์หลักอย่าง DHC ไม่ยอมต่อสัญญาและขยายการเป็นสปอนเซอร์ต่อไป โดยก่อนหน้านี้ ทีมจากแดนปลาดิบทีมนี้ พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้สโมสรมีกำไรทั้งเรื่องของผลการแข่งขัน และยกระดับกระแสความนิยมของแฟนบอล ด้วยการดึงนักเตะดังๆ ที่ใกล้ปลดระวาง มาร่วมเล่นที่สโมสรแห่งนี้ อย่างการดึง เฟอร์นันโด ตอร์เรส อดีตดาวเตะทีมชาติเสปน แอตมาดริด หงส์แดง ลิเวอร์พูล มาร่วมทีม

 

 

แต่ก็ไม่สามารถดึงดูดแฟนบอลได้เท่าไหร่นัก เพราะด้วยฟอร์มที่ไม่อาจเปรี้ยงปรางเหมือนเดิม แบบสมัยที่ค้าแข้งบนแผ่นดินยุโรป นอกจากปัญหาทางสถานภาพทางการเงินแล้วนั้น ปัญหาโควิด ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้รายได้เข้าสู่สโมสรนั้นมีผลกระทบ และถึงแม้ว่าทางสมาคมฟุตบอลเจลีก ของประเทศญี่ปุ่นจะออกมาประกาศแล้วว่า ปีนี้จะไม่มีทีมตกชั้นของฟุตบอลลีกญี่ปุ่นแต่อย่างใด ซึ่งตอนนี้ในระดับผู้บริหารของสโมสรเองนั้น

 

 

กำลังหาทางและวางแผนการแก้ไขไว้หลายทาง ทั้งวิธีการระดมทุนจากในลีกที่คิดว่าจะได้อยู่ที่ประมาณ หนึ่งพันล้านเยน หรือสามร้อยล้านบาท โดยจะมีการกู้ยืมเงินอยู่ที่ หกร้อยล้านเยน มาบริหาร ซึ่งสโมสรโออิตะ ก็เคยใช้โครงการนี้มาแล้ว แต่ความยากของปีนี้คือการที่มีการแพร่ระบาดของไข้ไว้รัสโควิด19 นี้เข้ามาเป็นปัจจัยด้วย

 

และสิ่งที่สโมสรแห่งนี้ต้องรีบทำที่สุด คือ หาผู้สนับสนุนในพื้นที่เข้ามาสนับสนุนในภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบนี้ และสุดท้ายคือการโอนหุ้นสโมสรเข้าบริษัทย่อยของฝ่ายจัดการแข่งขัน เจลีก เพื่อบริหารเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งทางบริษัทย่อยของเจลีกนั้น จะช่วยดำเนินการหาเงินทุนมาจัดการเพื่อรักษาทีมให้เล่นครบตามจำนวนโปรแกรมที่กำหนดไว้ ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้เรารู้ได้ว่า ไม่ว่าสโมสรฟุตบอลหรือธุรกิจใดบนโลกใบนี้หากไม่มีการจัดการบริหารที่ดี ทุกอย่างก็ล่มสลายได้เหมือนกัน

 

ทีมทั้งหลายระวังให้ดี เสือเหลืองพร้อมล่าแชมป์บุนเดสแล้ว

เสือเหลือง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์นับจากที่ซื้อตัว เออร์ลิ่ง เบร้าต์ ฮาแลนด์มาเล่นตำแหน่งกองหน้าพวกเขาก็โชว์ฟอร์มไฉไลสุดๆ โดยเจ้าหนูจากนอร์เวย์ยิง 5 ประตูในเวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมงนับตั้งแต่เข้าร่วมทีมหลังเบรกหนีหนาว ทำให้ทีมคู่แข่งต้องหานักเตะตามประกบเขาแบบไม่ให้คลาดสายตา

การออกสตาร์ทของฮาแลนด์ นักเตะหนุ่มวัย 19 ปีชาวนอร์เวย์ที่ย้ายจากเร้ดบูลล์ ซัลส์บวร์ก (โดยกับ RB เขายิงได้ 8 ประตูจาก 6 เกมแบ่งกลุ่ม UCL ฤดูกาลนี้) มีเพียงโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ที่ยิงได้มากกว่า (10 ประตู)

ค่าเฉลี่ยการยิงประตูของเขาอยู่ที่ 12 นาทีต่อหนึ่งลูก

 

ซึ่งเกมเปิดตัวที่พบเอ๊าก์สบวร์กเขายิงได้สองประตู และนัดถัดมาซัดแฮตทริกใส่โคโลญจน์ 5-1 ในเวลาเพียง 20 นาที

ซึ่งเมื่อเดือนธันวาคมดอร์ทมุนด์ (ทีมแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัย) ตามหลังไลป์ซิก 7 แต้ม จากเกมเสมอไลป์ซิกและแพ้ที่ฮอฟเฟ่นไฮม์ ทำให้ทีมต้องการนักเตะมาเสริมเป็นการด่วน

และฟอร์มของปาโก้ อัลกาเซร์ดูเหมือนจะดร็อปลงจากเมื่อซีซั่นก่อน หลังจากออกสตาร์ทไป 6 เกมแล้วกองหน้าขาวสเปนทำผลงานน่าผิดหวังมาก

ซึ่งมิขาเอล ซอร์กผู้อำนวยการกีฬาของดอร์ทมุนด์กล่าว่า เราต้องการกองหน้าที่มีความฮึกเหิม,ร่างกายดี และวิ่งเร็ว มีสันชาติญาณในการทำประตู

 

การที่เสือเหลืองยิงได้ 10 ประตูจากการลงสนาม 2 นัดแรกของฮาแลนด์ ทำให้เห็นว่าความสามารถของเขาเข้ากับแท็กติกของกุนซือ ลูเซียน ฟาฟร์ได้อย่างดี ทำให้ไลป์ซิกและแชมป์เก่า บาเยิร์น มิวนิคต้องระวังทีมเสือเหลืองทีมนี้แล้ว 

เกมแรกประเดิมปี 2020 เขาทำสกอร์ให้ตันสังกัดอย่างรวดเร็วเกมที่ชนะเอ๊าก์บวร์ก 3-1 

ซึ่งจุดเด่นของเขาอยู่ที่เท้าซ้าย ยิงประตูได้แม่นยำและฉลาดเป็นกรด

 

ต่อมายิงสองประตูเกมที่ดอร์ทมุนด์ชนะโคโลญจน์ 5-3 ประตูของเออร์ลิ่งที่บวกสกอร์เป็น 4-1 ทำให้ทีมคู่แข่งเริ่มท้อกันแล้ว กุนซือฟาฟร์กล่าว

เขาเป็นนักเตะที่หยุดยาก เขามุ่งมั่นซ้อมเพื่อต้องการชัยชนะ มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมเมื่อมีนักเตะผึ้งงานในทีม

การมาถึงของเขาทำให้ตัวรุกทีมเสือเหลืองน่ากลัวมากมีทั้งจาดอน ซานโซ่,ธอร์ก็อง อาซาร์และมาร์โก รอยส์

 

ฮาแลนด์กล่าวว่าเมื่อคุณย้ายมากที่นี่ คุณต้องดีใจแน่เมื่อมีเพื่อนตัวรุกที่จ่ายบอลแม่นยำอย่างจาดอน และมีเพื่อนร่วมทีมที่ดีอย่าง อาซาร์และรอยส์ 

อัลกาเซร์ที่ยิงได้ 18 ประตูเมื่อซีซั่นที่แล้ว ปีนี้ฝืดเคืองมากเมื่อยิงได้ 5 ประตูจาก 5เกมที่ลงสนาม และฮาแลนด์ได้พิสูจน์ว่าดอร์ทมุนด์ทำถูกแล้วที่ซื้อตัวเขามา

ตำนาน ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ตำแหน่งที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบทั้งหมดนั้นคงหนีไม่พ้นตำแหน่งผู้รักษาประตู

 

เพราะหากนัดไหนคุณเก็บคลีนชีต ไม่เสียประตูได้ นั่นคือคุณทำได้ดีเสมอตัว แต่ถ้านัดไหนคุณเสียประตูและทีมดันแพ้ นั่นคือคุณต้องมีส่วนรับผิดชอบ นั่นคือสาเหตุที่นักฟุตบอลส่วนใหญ่มักไม่ค่อยอยากจะเล่นตำแหน่งนี้ แต่มีนักฟุตบอลอยู่คนหนึ่งที่เค้าเกิดมาเพื่อป้องกันประตูอย่างแท้จริง นั่นคือ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ยักษ์เดนส์ แห่งทีมปีศาจแดง แมนยูไนเต็ด ไม่มีแฟนบอลแมนยูคนไหนไม่รู้จัก เพราะคือตำนานของผีแดงอย่างแท้จริง โดยปีเตอร์ ชไมเคิ่ล นั้นเริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกกับสโมสรกับฮีตดอด ในเดนมาร์ก

 

 

และได้ไปแจ้งเกิดกับสโมสรบรอนบี้ ยักษ์ใหญ่ของลีกเดนมาร์ก เพราะฤดูกาลแรกเค้าสามารถป้องกันประตูได้มากมายจนคว้าแชมป์ลีกได้ และอยู่กับทีมตลอดห้าปี และพาทีมคว้าแชมป์ลีกถึงสี่สมัย และเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศของศึกยูฟ่าคัพ

นั่นทำให้ชื่อเสียงเค้าโด่งดังพอที่จะได้มีโอกาสย้ายไปสู่ยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ อย่างแมนยูไนเต็ด และนี่คือจุดเริ่มต้นของคำว่ายักษ์เดนส์ เพราะในฤดูกาลแรกกับแมนยู ชไมเคิ่ล ได้รองแชมป์ลีกกับสโมสร และแชมป์ลีกคัพ และในปีนั้นเองที่ถือว่าเป็นปีแห่งความทรงจำของเค้าอย่างมากมาย เพราะในทีมชาติเดนมาร์ค นั้นได้รับสิทธิ์ ไปร่วมแข่งขันฟุตบอลแห่งชาติยุโรปแทนทีมยูโกสลาเวีย

 

 

ซึ่งมีปัญหาด้านการเมือง และฟุตบอลยูโร 1992 ครั้งนี้ คือบทนิทานเทพนิยาย ที่ตัวเค้าและเพื่อนร่วมทีมชาติสร้างเทพนิยายด้วยการคว้าแชมป์ยูโรปเป็นครั้งแรก ด้วยการล้มยักษ์อย่างทีมชาติเยอรมันไปได้ นั่นยิ่งทำให้ ปีเตอร์ ชไมเคิล มีความมั่นใจมากขึ้น ในฤดูกาลที่สองกับแมนยู ชไมเคิ่ล เก็บคลีนชีตได้ถึง ยี่สิบเกม และพาทีมแมนยู คว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบหกปี

 

 

และนับตั้งแต่นั้นมาตลอดระยะเวลาแปดปี ชไมเคิ่ล พาทีมแมนยูคว้าแชมป์ลีกถึง ห้าสมัย และในฤดูกาลสุดท้ายของเค้าถือว่าเหมือนฝัน เพราะฤดูกาลนั้นคือปี 1999 และก่อนเปิดฤดูกาล ทางชไมเคิ่ล ประกาศว่าจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเค้ากับทีมแมนยู และฤดูกาลนี้ ชไมเคิ่ล พาทีมกวาดทริปเบิ้ลแชมป์ คว้าถ้วยสามถ้วยด้วยการเป็นแชมป์พรีเมียร์ชิพ และเซฟจุดโทษในรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ

 

และพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพ และที่สุดยอดไปกว่านั้น เค้าสวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมแทนรอย คีน ที่ติดโทษแบน ชูถ้วยยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ด้วยการเอาชนะบาเยิรน์มิวนิค คว้าแชมป์ถ้วยนี้ไปได้อย่างสุดมัน และนี่คือตำนานอันยิ่งใหญ่ของผู้ชายที่ชื่อว่า ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล

เทพนิยายแห่งความฝันหรือปาฎิหารย์นั้นมีจริง

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หากบอกว่า เทพนิยายแห่งความฝัน หรือปาฎิหารย์นั้นมีจริง

 

หากใช้กับสโมสรที่มีชื่อว่า เลสเตอร์ซิตี้ หรือสุนัขจิ้งจอก ที่สามารถคว้าแชมป์และสร้างเรื่องราวเหลือเชื่อให้กับสโมสรตัวเองที่สามารถปาดหน้า คว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพได้ ทั้งๆที่ต้องบอกว่า ด้วยศักยภาพทีมที่มีอยู่นั้น และคู่แข่งที่ขวางหน้าอยู่ทั้ง แมนเชสเตอร์ซิตี้ , แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล , อาร์เซนอล, เชลซี และ เสปอร์ นั้น ทีมของเจ้าสัว เสี่ยวิชัย จะเอาชนะยอดทีมทั้งหกทีมนั้น คว้าแชมป์ไปครองได้ ส่วนหนึ่งต้องยกให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ของกุนซือขมองอิ่ม ผู้มากประสบการณ์อย่าง เคลาดิโอ รานิเอรี่ และนักเตะตัวสำคัญ อย่างเจมี่ วารดี้ , ริยาด์ มาร์เรซ และ แคสเปอร์ ชไมเคิล

 

  แต่ที่สำคัญคงลืมไม่ได้ว่า ที่สโมสรมาได้ไกลขนาดนี้ คงต้องยกความสำเร็จนี้ให้กับวิสัยทัศน์ ในการบริหารของเจ้าทีมอย่าง เจ้าสัว วิชัย คิงพาว์เวอร์ เพราะเมื่อครั้งที่ทางเจ้าสัว ประกาศว่าจะซื้อสโมสรแห่งนี้ ชาวเมืองเลสเตอร์ กลับมองว่า เจ้าสัว แค่ซื้อเล่นๆ เพื่อเป็นของประดับคนรวย แต่เมื่อเวลาผ่านไปแต่ละปีนั้น ชาวเมืองทุกคนต้องเปลี่ยนความคิดนั้น เพราะสิ่งที่เจ้าสัวทำนั้น นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และที่สำคัญ เจ้าสัวนั้น ทำให้ชาวเมืองเลสเตอร์นั้นคือครอบครัวของเค้า ทั้งสิ่งที่เจ้าสัว ทำทั้งในและนอกสนาม นั่นคือสิ่งที่ผลักดันให้สโมสรมาอยู่แถวหน้าได้ในระดับนี้ อีกทั้งตัวนักเตะเองนั้น ต่างก็รักสโมสรนี้ทุกคน ยกตัวอย่างเช่น เจมี่ วาร์ดี้ ที่ต้องบอกที่นี่เหมือนบ้านหลังที่สองของเค้า

 

เพราะสโมสรแห่งนี้ได้ชุบชีวิต จากพนักงานโรงงานคนหนึ่งให้กลายเป็นศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษ อีกทั้งยังทำให้เค้าได้รับรางวัลดาวยิงสูงสุดของพรีเมียร์ชิพด้วยซ้ำในปีต่อมา ซึ่งทำให้ปีต่อมาเค้าเป็นที่หมายปองของทีมยักษ์ใหญ่หลายทีมในอังกฤษ และสโมสรทีใกล้เคียงจะได้ตัวเค้ามากที่สุดนั้น ก็คือทีมอาร์เซนอล ซึ่งตัวนักเตะเองเกือบจะเก็บข้าวของย้ายไปซบตัก ยอดทีมจากกรุงลอนดอนอยู่แล้ว แต่วินาทีสุดท้าย ตัวเจมี่ วาร์ดี้ เองก็ได้รู้ว่าที่นี่คือบ้านของเค้า

 

และทำให้เค้าตกลงที่จะอยู่ที่เลสเตอร์ ต่อจนทุกวันนี้ ส่วนอีกคนที่ถือว่า เป็นคนที่รักสโมสรนี้อีกคนหนึ่ง คือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ดีกรีผู้รักษาประตูทีมชาติเดนมาร์ก แต่ที่สำคัญกว่านั้น เค้าคือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ตำนานยอดผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งลำพังฝีมือของแคสเปอร์ เองนั้น คงไม่ต้องพิสูจน์อะไรให้เห็นเพราะผลงานในสนามนั้นมันฟ้องอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พิสูจน์ความรักสโมสรของเค้าคือ เค้าไม่เคยคิดจะย้ายทีมไปไหน