สโมสรฟุตบอลเจลีก ก็ขาดทุนได้

ต่อให้ประเทศญี่ปุ่น มีการบริหารการจัดการดีแค่ไหน แต่กลับสโมสรฟุตบอลที่มีปัจจัยเกี่ยวกับเรื่องของผู้ชม สปอนเซอร์ และเงินรางวัลที่ได้รับนั้น ก็มีผลทำให้การบริหารงานนั้นไม่เป็นไปตามที่ทิศที่แต่ละสโมสรกำหนดไว้ ดังเช่น อดีตสโมสรของนักเตะชื่อดัง เฟอร์นันโด ตอร์เรส อย่างสโมสร ซางัน โทสุ ที่ตอนนี้มีปัญหาการเงินเข้ามาเล่นงาน ซึ่งจากรายงานแจ้งว่า ปัจจุบันสโมสรขาดไปกว่า 581 ล้านเยน

 

 

ซึ่งเทียบเท่ากับเป็นเงินไทยกว่า หนึ่งร้อยเจ็ดสิบสี่ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นสโมสรที่มีการขาดทุนมากที่สุดในศึกฟุตบอลเจลีกของดินแดนซามูไร ซึ่งตัวประธานสโมสรเองนั้น มีธุรกิจเกี่ยวกับยาเวชภัณฑ์ แต่เม็ดเงินดังกล่าวเพียงพอที่จะยืดเวลาการดำเนินการได้เพียงแค่ต้นไป เพราะสปอนเซอร์หลักอย่าง DHC ไม่ยอมต่อสัญญาและขยายการเป็นสปอนเซอร์ต่อไป โดยก่อนหน้านี้ ทีมจากแดนปลาดิบทีมนี้ พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้สโมสรมีกำไรทั้งเรื่องของผลการแข่งขัน และยกระดับกระแสความนิยมของแฟนบอล ด้วยการดึงนักเตะดังๆ ที่ใกล้ปลดระวาง มาร่วมเล่นที่สโมสรแห่งนี้ อย่างการดึง เฟอร์นันโด ตอร์เรส อดีตดาวเตะทีมชาติเสปน แอตมาดริด หงส์แดง ลิเวอร์พูล มาร่วมทีม

 

 

แต่ก็ไม่สามารถดึงดูดแฟนบอลได้เท่าไหร่นัก เพราะด้วยฟอร์มที่ไม่อาจเปรี้ยงปรางเหมือนเดิม แบบสมัยที่ค้าแข้งบนแผ่นดินยุโรป นอกจากปัญหาทางสถานภาพทางการเงินแล้วนั้น ปัญหาโควิด ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้รายได้เข้าสู่สโมสรนั้นมีผลกระทบ และถึงแม้ว่าทางสมาคมฟุตบอลเจลีก ของประเทศญี่ปุ่นจะออกมาประกาศแล้วว่า ปีนี้จะไม่มีทีมตกชั้นของฟุตบอลลีกญี่ปุ่นแต่อย่างใด ซึ่งตอนนี้ในระดับผู้บริหารของสโมสรเองนั้น

 

 

กำลังหาทางและวางแผนการแก้ไขไว้หลายทาง ทั้งวิธีการระดมทุนจากในลีกที่คิดว่าจะได้อยู่ที่ประมาณ หนึ่งพันล้านเยน หรือสามร้อยล้านบาท โดยจะมีการกู้ยืมเงินอยู่ที่ หกร้อยล้านเยน มาบริหาร ซึ่งสโมสรโออิตะ ก็เคยใช้โครงการนี้มาแล้ว แต่ความยากของปีนี้คือการที่มีการแพร่ระบาดของไข้ไว้รัสโควิด19 นี้เข้ามาเป็นปัจจัยด้วย

 

และสิ่งที่สโมสรแห่งนี้ต้องรีบทำที่สุด คือ หาผู้สนับสนุนในพื้นที่เข้ามาสนับสนุนในภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบนี้ และสุดท้ายคือการโอนหุ้นสโมสรเข้าบริษัทย่อยของฝ่ายจัดการแข่งขัน เจลีก เพื่อบริหารเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งทางบริษัทย่อยของเจลีกนั้น จะช่วยดำเนินการหาเงินทุนมาจัดการเพื่อรักษาทีมให้เล่นครบตามจำนวนโปรแกรมที่กำหนดไว้ ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้เรารู้ได้ว่า ไม่ว่าสโมสรฟุตบอลหรือธุรกิจใดบนโลกใบนี้หากไม่มีการจัดการบริหารที่ดี ทุกอย่างก็ล่มสลายได้เหมือนกัน

 

ทีมทั้งหลายระวังให้ดี เสือเหลืองพร้อมล่าแชมป์บุนเดสแล้ว

เสือเหลือง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์นับจากที่ซื้อตัว เออร์ลิ่ง เบร้าต์ ฮาแลนด์มาเล่นตำแหน่งกองหน้าพวกเขาก็โชว์ฟอร์มไฉไลสุดๆ โดยเจ้าหนูจากนอร์เวย์ยิง 5 ประตูในเวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมงนับตั้งแต่เข้าร่วมทีมหลังเบรกหนีหนาว ทำให้ทีมคู่แข่งต้องหานักเตะตามประกบเขาแบบไม่ให้คลาดสายตา

การออกสตาร์ทของฮาแลนด์ นักเตะหนุ่มวัย 19 ปีชาวนอร์เวย์ที่ย้ายจากเร้ดบูลล์ ซัลส์บวร์ก (โดยกับ RB เขายิงได้ 8 ประตูจาก 6 เกมแบ่งกลุ่ม UCL ฤดูกาลนี้) มีเพียงโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ที่ยิงได้มากกว่า (10 ประตู)

ค่าเฉลี่ยการยิงประตูของเขาอยู่ที่ 12 นาทีต่อหนึ่งลูก

 

ซึ่งเกมเปิดตัวที่พบเอ๊าก์สบวร์กเขายิงได้สองประตู และนัดถัดมาซัดแฮตทริกใส่โคโลญจน์ 5-1 ในเวลาเพียง 20 นาที

ซึ่งเมื่อเดือนธันวาคมดอร์ทมุนด์ (ทีมแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัย) ตามหลังไลป์ซิก 7 แต้ม จากเกมเสมอไลป์ซิกและแพ้ที่ฮอฟเฟ่นไฮม์ ทำให้ทีมต้องการนักเตะมาเสริมเป็นการด่วน

และฟอร์มของปาโก้ อัลกาเซร์ดูเหมือนจะดร็อปลงจากเมื่อซีซั่นก่อน หลังจากออกสตาร์ทไป 6 เกมแล้วกองหน้าขาวสเปนทำผลงานน่าผิดหวังมาก

ซึ่งมิขาเอล ซอร์กผู้อำนวยการกีฬาของดอร์ทมุนด์กล่าว่า เราต้องการกองหน้าที่มีความฮึกเหิม,ร่างกายดี และวิ่งเร็ว มีสันชาติญาณในการทำประตู

 

การที่เสือเหลืองยิงได้ 10 ประตูจากการลงสนาม 2 นัดแรกของฮาแลนด์ ทำให้เห็นว่าความสามารถของเขาเข้ากับแท็กติกของกุนซือ ลูเซียน ฟาฟร์ได้อย่างดี ทำให้ไลป์ซิกและแชมป์เก่า บาเยิร์น มิวนิคต้องระวังทีมเสือเหลืองทีมนี้แล้ว 

เกมแรกประเดิมปี 2020 เขาทำสกอร์ให้ตันสังกัดอย่างรวดเร็วเกมที่ชนะเอ๊าก์บวร์ก 3-1 

ซึ่งจุดเด่นของเขาอยู่ที่เท้าซ้าย ยิงประตูได้แม่นยำและฉลาดเป็นกรด

 

ต่อมายิงสองประตูเกมที่ดอร์ทมุนด์ชนะโคโลญจน์ 5-3 ประตูของเออร์ลิ่งที่บวกสกอร์เป็น 4-1 ทำให้ทีมคู่แข่งเริ่มท้อกันแล้ว กุนซือฟาฟร์กล่าว

เขาเป็นนักเตะที่หยุดยาก เขามุ่งมั่นซ้อมเพื่อต้องการชัยชนะ มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมเมื่อมีนักเตะผึ้งงานในทีม

การมาถึงของเขาทำให้ตัวรุกทีมเสือเหลืองน่ากลัวมากมีทั้งจาดอน ซานโซ่,ธอร์ก็อง อาซาร์และมาร์โก รอยส์

 

ฮาแลนด์กล่าวว่าเมื่อคุณย้ายมากที่นี่ คุณต้องดีใจแน่เมื่อมีเพื่อนตัวรุกที่จ่ายบอลแม่นยำอย่างจาดอน และมีเพื่อนร่วมทีมที่ดีอย่าง อาซาร์และรอยส์ 

อัลกาเซร์ที่ยิงได้ 18 ประตูเมื่อซีซั่นที่แล้ว ปีนี้ฝืดเคืองมากเมื่อยิงได้ 5 ประตูจาก 5เกมที่ลงสนาม และฮาแลนด์ได้พิสูจน์ว่าดอร์ทมุนด์ทำถูกแล้วที่ซื้อตัวเขามา

ตำนาน ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ตำแหน่งที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบทั้งหมดนั้นคงหนีไม่พ้นตำแหน่งผู้รักษาประตู

 

เพราะหากนัดไหนคุณเก็บคลีนชีต ไม่เสียประตูได้ นั่นคือคุณทำได้ดีเสมอตัว แต่ถ้านัดไหนคุณเสียประตูและทีมดันแพ้ นั่นคือคุณต้องมีส่วนรับผิดชอบ นั่นคือสาเหตุที่นักฟุตบอลส่วนใหญ่มักไม่ค่อยอยากจะเล่นตำแหน่งนี้ แต่มีนักฟุตบอลอยู่คนหนึ่งที่เค้าเกิดมาเพื่อป้องกันประตูอย่างแท้จริง นั่นคือ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ยักษ์เดนส์ แห่งทีมปีศาจแดง แมนยูไนเต็ด ไม่มีแฟนบอลแมนยูคนไหนไม่รู้จัก เพราะคือตำนานของผีแดงอย่างแท้จริง โดยปีเตอร์ ชไมเคิ่ล นั้นเริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกกับสโมสรกับฮีตดอด ในเดนมาร์ก

 

 

และได้ไปแจ้งเกิดกับสโมสรบรอนบี้ ยักษ์ใหญ่ของลีกเดนมาร์ก เพราะฤดูกาลแรกเค้าสามารถป้องกันประตูได้มากมายจนคว้าแชมป์ลีกได้ และอยู่กับทีมตลอดห้าปี และพาทีมคว้าแชมป์ลีกถึงสี่สมัย และเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศของศึกยูฟ่าคัพ

นั่นทำให้ชื่อเสียงเค้าโด่งดังพอที่จะได้มีโอกาสย้ายไปสู่ยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ อย่างแมนยูไนเต็ด และนี่คือจุดเริ่มต้นของคำว่ายักษ์เดนส์ เพราะในฤดูกาลแรกกับแมนยู ชไมเคิ่ล ได้รองแชมป์ลีกกับสโมสร และแชมป์ลีกคัพ และในปีนั้นเองที่ถือว่าเป็นปีแห่งความทรงจำของเค้าอย่างมากมาย เพราะในทีมชาติเดนมาร์ค นั้นได้รับสิทธิ์ ไปร่วมแข่งขันฟุตบอลแห่งชาติยุโรปแทนทีมยูโกสลาเวีย

 

 

ซึ่งมีปัญหาด้านการเมือง และฟุตบอลยูโร 1992 ครั้งนี้ คือบทนิทานเทพนิยาย ที่ตัวเค้าและเพื่อนร่วมทีมชาติสร้างเทพนิยายด้วยการคว้าแชมป์ยูโรปเป็นครั้งแรก ด้วยการล้มยักษ์อย่างทีมชาติเยอรมันไปได้ นั่นยิ่งทำให้ ปีเตอร์ ชไมเคิล มีความมั่นใจมากขึ้น ในฤดูกาลที่สองกับแมนยู ชไมเคิ่ล เก็บคลีนชีตได้ถึง ยี่สิบเกม และพาทีมแมนยู คว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบหกปี

 

 

และนับตั้งแต่นั้นมาตลอดระยะเวลาแปดปี ชไมเคิ่ล พาทีมแมนยูคว้าแชมป์ลีกถึง ห้าสมัย และในฤดูกาลสุดท้ายของเค้าถือว่าเหมือนฝัน เพราะฤดูกาลนั้นคือปี 1999 และก่อนเปิดฤดูกาล ทางชไมเคิ่ล ประกาศว่าจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเค้ากับทีมแมนยู และฤดูกาลนี้ ชไมเคิ่ล พาทีมกวาดทริปเบิ้ลแชมป์ คว้าถ้วยสามถ้วยด้วยการเป็นแชมป์พรีเมียร์ชิพ และเซฟจุดโทษในรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ

 

และพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพ และที่สุดยอดไปกว่านั้น เค้าสวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมแทนรอย คีน ที่ติดโทษแบน ชูถ้วยยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ด้วยการเอาชนะบาเยิรน์มิวนิค คว้าแชมป์ถ้วยนี้ไปได้อย่างสุดมัน และนี่คือตำนานอันยิ่งใหญ่ของผู้ชายที่ชื่อว่า ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล

เทพนิยายแห่งความฝันหรือปาฎิหารย์นั้นมีจริง

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หากบอกว่า เทพนิยายแห่งความฝัน หรือปาฎิหารย์นั้นมีจริง

 

หากใช้กับสโมสรที่มีชื่อว่า เลสเตอร์ซิตี้ หรือสุนัขจิ้งจอก ที่สามารถคว้าแชมป์และสร้างเรื่องราวเหลือเชื่อให้กับสโมสรตัวเองที่สามารถปาดหน้า คว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพได้ ทั้งๆที่ต้องบอกว่า ด้วยศักยภาพทีมที่มีอยู่นั้น และคู่แข่งที่ขวางหน้าอยู่ทั้ง แมนเชสเตอร์ซิตี้ , แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล , อาร์เซนอล, เชลซี และ เสปอร์ นั้น ทีมของเจ้าสัว เสี่ยวิชัย จะเอาชนะยอดทีมทั้งหกทีมนั้น คว้าแชมป์ไปครองได้ ส่วนหนึ่งต้องยกให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ของกุนซือขมองอิ่ม ผู้มากประสบการณ์อย่าง เคลาดิโอ รานิเอรี่ และนักเตะตัวสำคัญ อย่างเจมี่ วารดี้ , ริยาด์ มาร์เรซ และ แคสเปอร์ ชไมเคิล

 

  แต่ที่สำคัญคงลืมไม่ได้ว่า ที่สโมสรมาได้ไกลขนาดนี้ คงต้องยกความสำเร็จนี้ให้กับวิสัยทัศน์ ในการบริหารของเจ้าทีมอย่าง เจ้าสัว วิชัย คิงพาว์เวอร์ เพราะเมื่อครั้งที่ทางเจ้าสัว ประกาศว่าจะซื้อสโมสรแห่งนี้ ชาวเมืองเลสเตอร์ กลับมองว่า เจ้าสัว แค่ซื้อเล่นๆ เพื่อเป็นของประดับคนรวย แต่เมื่อเวลาผ่านไปแต่ละปีนั้น ชาวเมืองทุกคนต้องเปลี่ยนความคิดนั้น เพราะสิ่งที่เจ้าสัวทำนั้น นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และที่สำคัญ เจ้าสัวนั้น ทำให้ชาวเมืองเลสเตอร์นั้นคือครอบครัวของเค้า ทั้งสิ่งที่เจ้าสัว ทำทั้งในและนอกสนาม นั่นคือสิ่งที่ผลักดันให้สโมสรมาอยู่แถวหน้าได้ในระดับนี้ อีกทั้งตัวนักเตะเองนั้น ต่างก็รักสโมสรนี้ทุกคน ยกตัวอย่างเช่น เจมี่ วาร์ดี้ ที่ต้องบอกที่นี่เหมือนบ้านหลังที่สองของเค้า

 

เพราะสโมสรแห่งนี้ได้ชุบชีวิต จากพนักงานโรงงานคนหนึ่งให้กลายเป็นศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษ อีกทั้งยังทำให้เค้าได้รับรางวัลดาวยิงสูงสุดของพรีเมียร์ชิพด้วยซ้ำในปีต่อมา ซึ่งทำให้ปีต่อมาเค้าเป็นที่หมายปองของทีมยักษ์ใหญ่หลายทีมในอังกฤษ และสโมสรทีใกล้เคียงจะได้ตัวเค้ามากที่สุดนั้น ก็คือทีมอาร์เซนอล ซึ่งตัวนักเตะเองเกือบจะเก็บข้าวของย้ายไปซบตัก ยอดทีมจากกรุงลอนดอนอยู่แล้ว แต่วินาทีสุดท้าย ตัวเจมี่ วาร์ดี้ เองก็ได้รู้ว่าที่นี่คือบ้านของเค้า

 

และทำให้เค้าตกลงที่จะอยู่ที่เลสเตอร์ ต่อจนทุกวันนี้ ส่วนอีกคนที่ถือว่า เป็นคนที่รักสโมสรนี้อีกคนหนึ่ง คือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ดีกรีผู้รักษาประตูทีมชาติเดนมาร์ก แต่ที่สำคัญกว่านั้น เค้าคือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ตำนานยอดผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งลำพังฝีมือของแคสเปอร์ เองนั้น คงไม่ต้องพิสูจน์อะไรให้เห็นเพราะผลงานในสนามนั้นมันฟ้องอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พิสูจน์ความรักสโมสรของเค้าคือ เค้าไม่เคยคิดจะย้ายทีมไปไหน