ทำไมค่าตัวนักเตะญี่ปุ่นถึงถูกกว่าความเป็นจริง

ปัจจุบันตลาดนักเตะในวงการฟุตบอลนั้นมีมูลค่ามหาศาลอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลีกไหนก็แล้วแต่ถ้ามีนักเตะดังๆและเล่นเก่งๆ สโมสรใหญ่ๆ ก็พร้อมที่จะทุ่มเทและซื้อนักเตะเหล่านั้นมาก อย่างนักเตะระดับเมสซี่ ของอาร์เจนติน่า หรือโรนัลโด้ ของโปรตุเกสนั้น มีมูลค่าทางการตลาดเทียบเท่ากับเรือดำน้ำที่คนบางคนในรัฐบาลไทยกำลังจะซื้อเค้ามาชนผักตบชวาในบ้านเราเสียด้วยซ้ำ แต่แฟนบอลหลายๆคนเคยสงสัยไหมว่าแล้วทำไมมูลค่าการซื้อขายของนักเตะประเทศญี่ปุ่นนั้น

ถึงถูกเอามากๆหากเทียบกับมูลค่าทางการตลาดของนักเตะจากทวีปยุโรป เพราะนั่นคือกลยุทธ์ของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น ที่ต้องการสร้างฐานตลาดนักเตะให้นักเตะญี่ปุ่นได้กระจายออกไปเล่นทั่วยุโรปให้ได้มากที่สุดถึงแม้ว่าการซื้อขายจะมีราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงก็ตาม หากใครเป็นแฟนบอลรุ่นเก่าอาจจะเคยจำ นากาตะ สตาร์ดังของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นได้

ซึ่งในตอนนั้นเค้าถือเป็นสุดยอดนักเตะคนหนึ่งของญี่ปุ่นแต่ในช่วงตอนแรกนั้นการย้ายไปที่อิตาลีกับทีมเปรูจานั้น ถือว่าค่าตัวถูกมากหากเทียบกับความสามารถของเค้า แต่การย้ายครั้งนั้นกลับกลายเป็นว่า นากาตะ ได้ปูพรมให้กับนักเตะญี่ปุ่นรุ่นหลังเป็นอย่างมาก เพราะคนทั่วโลกได้เห็นความสามารถของนักเตะเอเชียที่ไม่ได้เป็นรองพวกยุโรปเลย

หรือแม้ล่าสุดไม่ว่าจะเป็น ฮอนดะ ก็ดี หรือจะเป็น คากาวะ ก็ดี นักเตะเหล่านี้ได้ทำตามฝันของตัวเองและยอมรับกับนโยบายการตลาดที่หากคุณต้องการจะไปโชว์ฝีเท้าในยุโรปนั้น คุณไม่จำเป็นต้องสนใจกับค่าตัวของตัวเองว่ามันจะถูกสักแค่ไหน ขอเพียงแค่ให้คุณได้มีโอกาสออกนอกประเทศก่อน หลังจากนั้นเมื่อได้รับโอกาสแล้ว

สำแดงฝีเท้าให้เต็มที่ นั่นแหละมูลค่าค่าตัวองคุณจะมาเอง ซึ่งปัจจุบันนี้นักเตะดีๆหลายคนในประเทศญี่ปุ่นที่เติบโตมาด้วยความสามารถในด้านการเตะฟุตบอล ก็มักจะทำสัญญาการอนุญาตให้ได้ไปเล่นต่างประเทศได้ทันที โดยห้ามปฏิเสธข้อเสนอ เพื่อโอกาสของตัวเองที่จะได้ก้าวข้ามไปสู่ระดับอาชีพอีกระดับ

และโดยส่วนใหญ่นั้น สโมสรของญี่ปุ่นทุกสโมสรก็จะรู้ข้อกำหนดสัญญาฉบับนี้เป็นอย่างดี แต่เพื่อให้ได้โอกาสที่จะนำนักเตะเยาวชนฝีเท้าดีเข้ามาร่วมทีม มันจึงเป็นดีลที่เหมาะสมและมีความสุขทั้งตัวนักเตะเอง และสโมสร ซึ่งรวมไปถึงในระดับทีมชาติ เพราะนักเตะญี่ปุ่นได้ออกไปเล่นที่ต่างแดนมากเท่าไหร่ พวกเค้าก็จะมีประสบการณ์และนำมายกระดับทีมชาติญี่ปุ่นมากขึ้นเท่านั้น

 

 

สนับสนุนโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

ข่าวลือหรือเรื่องจริงว่าเมสซี่จะย้ายไปอยู่แมนซิตี้

ข่าวลือหรือเรื่องจริงว่าเมสซี่จะย้ายไปอยู่แมนซิตี้โดยได้ค่าเหนื่อย 623 ล้านปอนด์ 

            นับได้ว่ามีกระแสแรงอย่างต่อเนื่องโดยที่เดียวกับซุปเปอร์สตาร์อย่าง  ลิโอเนล  เมสซี่  นักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงระดับโลกซึ่งในขณะนี้เขาเป็นนักฟุตบอลที่อยู่ภายในสังกัดของทีมสโมสรบาร์เซโลน่าซึ่งเป็นสโมสรชื่อดังที่อยู่ในลีกของลาลีกา  อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ได้มีการประกาศออกมาว่าทางด้าน ลิโอเนล  เมสซี่  จะมีการย้ายทีมโดยย้ายจากบาร์เซโลน่าไปอยู่ทีมอื่นซึ่งหลายคนต่างก็คาดเดากันไปต่างๆนานาว่าท้ายที่สุดแล้วสโมสรไหนที่จะเป็นผู้โชคดีได้ตัวนักเตะซุปเปอร์สตาร์คนนี้ไปครอบครองอย่างไรก็ตาม

มีรายงานข่าวเข้ามาจากทางสื่อฟุตบอลของต่างประเทศระบุว่าในตอนนี้ทางด้าน  ลิโอเนล  เมสซี่   ได้ทำการ ตัดสินใจเป็นที่แน่นอนแล้วว่าเขาจะเดินทางย้ายไปอยู่กับทีม ยักษ์ใหญ่อย่างทีมสโมสร Manchester City ซึ่งนับได้ว่าเป็นการย้ายลีกจากลาลีกาลีกมาเป็นพรีเมียร์ลีกอังกฤษและมีข่าวลือออกมาแบบหนาหูอย่างมากกว่าไม่เพียงแค่ ลิโอเนล  เมสซี่  ตัดสินใจที่จะย้ายมาอยู่ Manchester City  เท่านั้

แต่เขาได้ทำการตกลงเซ็นสัญญากับทาง Manchester United เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยมีการทำสัญญากันไว้หลังยาวนานถึง 5 ปีเลยทีเดียวและแน่นอนว่าด้วยความเป็นซุปเปอร์สตาร์ของเขานั้นทำให้ลิโอเนล  เมสซี่ สามารถเรียกค่าเหนื่อยกับทางสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้อย่างคุ้มค่ามากเลยทีเดียวเพราะมีข่าวลือออกมาอีกเช่นเดียวกันว่าผลตอบแทนที่เขาจะได้รับจากการที่เขาย้ายมาอยู่ Manchester City นั้นสูงถึง 623 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าจากการรายงานข่าวออกมาจะมีการระบุว่าทางร้านสโมสรบาร์เซโลน่าเองได้มีการกำหนดข้อตกลงเอาไว้อยู่แล้วว่าถ้าหากต้องการที่จะได้ตัวของลิโอเนลเมสซี่ไปอยู่ในทีมของตนเองนั้นทีมที่ได้ตัวไปจะต้องมีการจ่ายค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านยูโร แต่อย่างไรก็ตามทางด้านตัวแทนของทีมสโมสรได้มีการตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยและเหมือนว่าค่าค่าฉีกสัญญา 700 ล้านยูโรนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายอีกต่อไป

เพราะมีแนวโน้มว่าลีโอเนลเมสซี่จะสามารถย้ายทีมได้โดยที่เขาไม่ต้องมีการเสียค่าฉีกสัญญาแต่อย่างใดซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากเขาได้ย้ายมาอยู่ที่ Manchester City จริงอย่างที่มีข่าวลือออกมากันในขนาดนี้แล้วก็นับได้ว่าเขาเป็นนักฟุตบอลที่มีค่าตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยมีมาในวงการฟุตบอลเลยก็ว่าได้ คงต้องรอดูกันอีกทีว่าจะเป็นเพียงแค่ข่าวลือ หรือเรื่องจริงกันแน่

 

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    ทดลองเล่นสล็อต gclub